ในปี 2568 อุตสาหกรรมปิโตรเคมียังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้การลงทุนและการบริโภคชะลอตัว กระทบต่อความต้องการของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้ชะลอตัว ในขณะที่อุปทานส่วนเกินที่เกิดจากการขยายกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำในเอเชีย ซึ่งยังคงเดินหน้านโยบายการพึ่งพาตนเอง (Self-Sufficiency Policy)

ตลอดจนโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้นตลาด (Oversupply) โดยประเทศจีนกลายเป็นผู้ส่งออกสุทธิ (Net Exporter) ในหลายสายผลิตภัณฑ์ ในขณะที่การเข้าถึงวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติต้นทุนต่ำของผู้ผลิตในสหรัฐฯ และตะวันออกกลางได้ส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนเฉลี่ยของอุตสาหกรรมลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตเอเชียโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบแนฟทาของไทยซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด และ Landscape ของอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ กระแสการตื่นตัวทางด้านสิ่งแวดล้อมและการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของนานาประเทศทั่วโลก จะเป็นการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว

ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ท้าทายดังกล่าว บริษัทฯ ได้ติดตามแนวโน้มต่างๆ อย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ผลกระทบในระยะสั้นเพื่อให้สามารถปรับแผนการดำเนินงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเร่งปรับตัวและผลักดันแผนกลยุทธ์ในระยะยาว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนตอบสนองต่อแนวโน้ม Megatrends ทำให้ยังมีผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานในด้านต่างๆ ที่เป็นไปตามแผน และยังคงเป็นผู้นำทางด้านความยั่งยืน โดยบริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับในกลุ่มดัชนีความยั่งยืนจาก S&P Global Corporate Sustainability Assessment (S&P Global CSA) อยู่ในระดับ Top 10 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 13

ปัจจัยท้าทายต่างๆ ที่บริษัทฯ และผู้เล่นในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีต่างต้องเผชิญ มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและท้าทายมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงได้มีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ 6 กลยุทธ์ มุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีเป้าหมายและแผนงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจว่า บริษัทฯ เพิ่มความสามารถทางการแข่งขันได้อย่างมั่นคงในระยะสั้นและสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว ผ่านประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ (5 Strategic Pillars + 1 Foundation for Transformation) ดังนี้

01

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ Portfolio ของธุรกิจให้เข้มแข็ง (Portfolio Transformation)

สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและ Business Landscape ที่ท้าทาย ส่งผลกระทบต่อธุรกิจปิโตรเคมีในแต่ละสายผลิตภัณฑ์ใน Value Chain มากน้อยแตกต่างกันไป โดยขึ้นอยู่กับสภาวะการแข่งขันทั้งในด้านตลาดและต้นทุน บริษัทฯ ได้บริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยทำการประเมินความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจใน Portfolio อย่างต่อเนื่องตามสภาวการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการธุรกิจหรือกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับจัดสรรทรัพยากรให้กับธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างเหมาะสม และแสวงหาโอกาสการดำเนินธุรกิจร่วมลงทุนสามารถในการแข่งขัน ด้วยการดำเนินการร่วมกับพันธมิตร (Strategic Partner) ในการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะในธุรกิจที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างมาก เพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้กับองค์กร

02

ยุทธศาสตร์การยกระดับความสามารถในการแข่งขันแบบบูรณาการ (Holistic Optimization)

บริษัทฯ ดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้คล่องตัว นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ลดต้นทุนรวมถึงเพิ่มผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ที่ผ่านมาเกิดความผันผวนและสามารถเพิ่มผลกำไรและลดค่าใช้จ่ายได้ในยามที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์กรณีของอุตสาหกรรมที่มีความท้าทาย บริษัทฯ จึงเดินหน้ายกระดับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างบูรณาการด้วย Holistic Optimization ทั้งในด้าน

  1. การสร้างความสามารถทางการแข่งขันเพิ่มขึ้นด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจภายใต้แนวคิด (Global Feedstock Optimization) มุ่งเน้นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนการผลิต ด้วยการหา Competitive Feedstock เพื่อให้บริษัทฯ สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นต้นและขั้นกลางที่ต้นทุนต่ำ รวมถึงสามารถส่งต่อให้ผลิตภัณฑ์ขั้นปลายแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. การยกระดับการดำเนินงาน Market-focused Business Transformation เพื่อสร้างความเป็นเลิศเชิงธุรกิจด้วยการกำหนดเป้าหมายของแต่ละกลุ่มธุรกิจภายใต้การเติบโตในตลาดเชิงกลยุทธ์ (Strategic markets) รวมถึงผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองแนวโน้มการเติบโตของความต้องการของตลาดอย่างยั่งยืน และ
  3. การยกระดับความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการให้เป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศ (Center of Excellence) โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง (Advanced Technology) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในและต่างประเทศ
03

ยุทธศาสตร์การต่อยอดการเติบโต ในธุรกิจมูลค่าสูง (High Value Business)

บริษัทฯ มีแผนการสร้างการเติบโตระยะยาวในธุรกิจที่มูลค่าสูง และคาร์บอนต่ำผ่านการขับเคลื่อน allnex ให้สร้างมูลค่าได้ ตามศักยภาพสูงสุดเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ ธุรกิจสารเคลือบและ สารเติมแต่ง (Coating & Additive Platform) ผ่านกลยุทธ์การเติบโต ระยะยาวที่สอดคล้องกับ Megatrends ทั้งนี้ การเติบโตในธุรกิจ High Value Business ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ

  1. การเติบโตจากธุรกิจหลักของ allnex (allnex Strengthen the Core) โดยมุ่งผลักดันการเติบโตของธุรกิจ allnex ตามแผนงานผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก (4 Engines) ได้แก่

    Engine 1: กลยุทธ์ด้านการขยายกำลังการผลิตเพื่อเพิ่มผลกำไรให้แต่ละภูมิภาค (Profitable Growth Through Capacity Expansion)

    Engine 2: กลยุทธ์ พัฒนาความเป็นเลิศในการดำเนินการ (Operational Excellence)

    Engine 3: กลยุทธ์การพัฒนานวัตกรรมและความยั่งยืน (Innovation & Sustainability)

    Engine 4: กลยุทธ์การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านการ ควบรวมกิจการ (Adjacencies and M&A)

  2. การขับเคลื่อน allnex ให้สร้างมูลค่าได้ตามศักยภาพสูงสุด (allnex Full Potential) ผ่านการศึกษา ความเป็นไปได้ในการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรหรือคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ (Strategic partner) เพื่อสร้างโอกาสผลักดันธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด
04

ยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุล ระหว่างธุรกิจและความยั่งยืน (Balance Business with Sustainability)

บริษัทฯ ได้มีการดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนมา อย่างต่อเนื่อง และได้มีการทบทวนแผนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทาง และแนวโน้มด้านความยั่งยืนของโลก ตลอดจนความท้าทายจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน โดยแบ่งเป็น 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

  1. การลดก๊าซเรือนกระจก บริษัทฯ พิจารณาปรับ เป้าหมายระยะกลาง (Interim target) เป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้มากกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2578 ให้สอดคล้องกับแผนแม่บท PTT Group Decarbonization ซึ่งทำให้บริษัทฯ สามารถเพิ่มโอกาสและ ขยายระยะเวลาในการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างธุรกิจให้สำเร็จ แต่ยังคงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050)
  2. การสร้างการเติบโตในธุรกิจและผลิตภัณฑ์ คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Growth) โดยมีเป้าหมายสัดส่วนรายได้ ผลิตภัณฑ์ยั่งยืนที่ร้อยละ 20-30 ภายในปี 2573 ควบคู่กับการสนับสนุน โครงการนวัตกรรม (Innovation) ที่มีการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยั่งยืน ใหม่ๆ ในการเพิ่มรายได้ของผลิตภัณฑ์ยั่งยืนในอนาคต และ
  3. การขับเคลื่อน ความยั่งยืนสู่ความเป็นเลิศ บริษัทฯ ได้ติดตามแนวโน้มความคาดหวังของ ผู้มีส่วนได้เสียอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการคู่ค้า อย่างยั่งยืน (Sustainable Supplier Management) อย่างยั่งยืน ควบคู่ กับการพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขต 3 ของบริษัทฯ จากแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคู่ค้า
05

ยุทธศาสตร์การ Transform มาบตาพุด 5 ไปสู่การเป็นศูนย์กลางของธุรกิจมูลค่าสูง และคาร์บอนต่ำ (MTP Transformation)

บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นต่อยอดการใช้วัตถุดิบต้นทางของบริษัทฯ ปรับธุรกิจปัจจุบันที่เป็น Commodity และขยายไปยังธุรกิจ

High Value & Low Carbon มากขึ้น (Repurpose & Rebalance) โดยแสวงหาโอกาสสร้างการเติบโตในธุรกิจ Specialty ในมาบตาพุด รวมถึงดำเนินการพัฒนาธุรกิจเพื่อปรับสัดส่วน Portfolio ของธุรกิจไปสู่ เป้าหมายธุรกิจ Commodity : Specialty ในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) เป็นร้อยละ 70 : 30 ตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพในการ ขับเคลื่อนและยกระดับให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชนิด พิเศษในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม และ ส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ตอบสนองกับตลาดปลายทางที่รัฐบาลส่งเสริม และสนับสนุน ตลอดจนเพื่อรองรับโอกาสที่แนวโน้มการค้าและการลงทุน จะย้ายมาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น โดยผ่านการดำเนินงาน 2 แผนงานหลัก ได้แก่

  1. การทำ Asset Repurpose เป็นการปรับสินทรัพย์ หรือผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันของบริษัทฯ ไปสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำ มากขึ้น เช่น การปรับปรุงโรงกลั่นให้สามารถรับวัตถุดิบและผลิตผลิตภัณฑ์ ชีวภาพ (Biorefinery)
  2. การทำ Asset Rebalance ผ่านการดำเนิน กลยุทธ์ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Strategy) ในระยะยาว เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่ในพื้นที่มาบตาพุดได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพตลาดและแนวโน้มอุตสาหกรรมใน อนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนมูลค่าทางธุรกิจให้เต็มศักยภาพ ควบคู่กับการวางแผนการใช้เงินลงทุนอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผล เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทรัพยากรของบริษัทฯ จะถูกจัดสรรและใช้ประโยชน์สูงสุด รองรับการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังขยายขีดความสามารถด้านการวิจัย การพัฒนา ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ผ่าน Innovation Hub และมุ่งมั่นที่จะ ส่งเสริมการบ่มเพาะธุรกิจ (Business Incubation) เพื่อรองรับการเติบโต ในอนาคตของมาบตาพุดผ่าน Innovation Growth Platform ซึ่งมุ่งเน้น การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ จากการพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีและ นวัตกรรมใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ Composite, EV Battery, Green Solution และ Bio-Muconic Acid เพื่อสนับสนุนการเติบโตระยะยาว

06

ยุทธศาสตร์สนับสนุนการสร้างความเข้มแข็ง การเติบโต และการปรับรูปแบบการดำเนินการ ขององค์กร (Foundation for Transformation)

บริษัทฯ ได้วางรากฐาน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้อง กับการปรับโครงสร้างธุรกิจ และทิศทางการเติบโตในอนาคต ได้แก่

  1. การดำเนินงานด้านนวัตกรรมเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันและ ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาด้านนวัตกรรมให้สอดคล้อง กับแผนธุรกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นการวางกรอบการดำเนินงาน ด้านนวัตกรรมอย่างชัดเจน พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุน แนวคิดและทัศนคติด้านนวัตกรรม (Innovation Culture) เพื่อส่งมอบ คุณค่าและผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ยั่งยืนให้กับบริษัทฯ
  2. การบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ ด้วยการจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation) มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรให้สอดคล้องกับการปรับโครงสร้างพอร์ต ธุรกิจ (Portfolio Transformation) มีความกระชับ และการจัดสรรกำลังคน ให้เหมาะสมควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ความสามารถของบุคลากร พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรให้เข้มแข็ง รวมถึงต่อยอดด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อสร้างประสบการณ์ในการทำงานที่ดีขึ้นให้พนักงานทุกคน
  3. การสนับสนุนด้านการเงิน มุ่งเน้นการบริหารจัดการธุรกิจเพื่อสร้าง ผลกำไรและเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการบริหารสภาพคล่อง (Liquidity Management) การบริหารจัดการโครงสร้างเงินทุนให้อยู่ในระดับที่ เหมาะสม (Capital Structure) รวมถึงการรักษาวินัยทางการเงิน (Financial Discipline)

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของหน่วยสนับสนุน และวางพื้นฐานในการกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยงและ การควบคุมภายใน และกำกับดูแลการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ (Governance, Risk Management & Internal Control and Compliance หรือ GRC) ที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน เพื่อให้ได้รับ ความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ที่มีความ โปร่งใส และตรวจสอบได้ และมีธรรมาภิบาล