PTTGC ขยายศักยภาพและการลงทุนต่อเนื่อง ชูความได้เปรียบด้านความชำนาญและประสิทธิภาพ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เผย “PTTGC” เติบโตรองรับตลาดในประเทศและอาเซียน พร้อมพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจปิโตรเคมี–เคมีภัณฑ์ ที่เป็นธุรกิจหลักและมีความชำนาญอยู่แล้วให้เติบโตบนฐาน Organic Growth รอบคอบในการลงทุนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ – สังคม – สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ธุรกิจสามารถสร้างผลตอบแทนและดูแลผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ทั่วทุกกลุ่ม

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน PTTGC เป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากถึง 7 กลุ่มธุรกิจ มีความครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ประกอบกับบริษัทฯ มีเป้าหมายทางธุรกิจและแผนกลยุทธ์ที่ดี สามารถรองรับการเติบโตและความต้องการในอนาคตของตลาดในไทยและอาเซียน พร้อมทั้งมีความเข้มแข็งจากความชำนาญและประสบการณ์ในธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ “ผมจึงเข้ามาเพื่อย้ำยุทธศาสตร์และดำเนินการตามกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่วางไว้ให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง เพิ่มความเข้มข้นในการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อขับเคลื่อนองค์กร เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความเข้มแข็งและยั่งยืน”

การลงทุนในประเทศ เป็นการขยายฐานการผลิตเพื่อเติบโตแบบ Organic Growth และต่อยอดสร้างคุณค่าจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่บริษัทฯ มีอยู่ เป็นการสร้างความเข้มแข็งในธุรกิจปัจจุบัน โดยขณะนี้มีโครงการที่แล้วเสร็จและสามารถสร้างรายได้แล้ว คือ การขยายกำลังการผลิตบิวทาไดอีนและบิวทีน-1 รวม 100,000 ตันต่อปี สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการและจะแล้วเสร็จในปี 2015 ประกอบด้วย 3 โครงการหลัก คือ 1) การขยายกำลังการผลิตฟีนอล อีก 250,000 ตันต่อปี 2) การปรับปรุงประสิทธิภาพ (Plant Improvement) โรงงานทีโอซี ไกลคอล (TOCGC) เพิ่มการผลิต EO อีก 90,000 ตันต่อปี 3) การขายกำลังการผลิตของโรงงานอะโรเมติกส์ 2 เพื่อเพิ่มการผลิตพาราไซลีน อีก 115,000 ตันต่อปี โดยทั้ง 3 โครงการมีเป้าหมายแล้วเสร็จในไตรมาส 3-4 ปี 2015

นอกจากนี้ การต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบสนองความต้องการของสังคมยุคใหม่ที่ต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกและสินค้าคุณภาพดีมากขึ้น บริษัทฯ มีเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์พื้นฐานที่พร้อมพัฒนาสินค้าในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (HVS) ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม PU Chain ที่ใช้โพรพิลีนออกไซต์ (PO) และเอทิลีนออกไซต์ (EO) มาผลิต โพลิออล (Polyols) เพื่อการผลิตสินค้าปลายทาง คือ โฟมชนิดยืดหยุ่นสูง (Flexible Foam) สำหรับการผลิตเฟอร์นิเจอร์ เบาะรถยนต์ รองเท้ากีฬา และเพื่อใช้ในการผลิตโครงรถยนต์ เป็นต้น

ทางด้านการลงทุนต่างประเทศ หลังจากที่บริษัทฯ ได้ร่วมลงทุนกับเปอร์ตามิน่า จัดตั้งบริษัท พีที อินโดไทย เทรดดิ้ง (PT IndoThai Trading) เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 เพื่อเปิดตลาดสินค้าต่อเนื่องของกลุ่มโอเลฟินส์ ได้แก่ PE PP MEG ที่ปัจจุบันอินโดนีเซียยังต้องนำเข้าจำนวนมากแล้ว ความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ กับเปอร์ตามิน่า-บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอินโดนีเซีย ยังดำเนินต่อเนื่องในการร่วมศึกษาโครงการสร้างปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ขนาดกำลังการผลิตระดับโลกในอินโดนีเซีย โดยได้สรุปสถานที่ตั้งโครงการ ณ บาลองกัน เกาะชวา โดยโครงการสร้างปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ มีเป้าหมายแล้วเสร็จในปี 2020 (พ.ศ. 2563)

การดำเนินธุรกิจของ พีทีที โกลบอล เคมิคอล ไม่ได้มุ่งเฉพาะกำไรหรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากบริษัทฯ คำนึงถึงการสร้างความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการตอบแทนต่อสังคม เป็นเรื่องสำคัญ ในปีนี้ พีทีที โกลบอล เคมิคอล ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 11 บริษัทผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ ชั้นนำของโลก จากการจัดอันดับดัชนีวัดความยั่งยืน Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 (พ.ศ. 2013-2014) โดยเป็นบริษัทในธุรกิจเคมีภัณฑ์แห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับการจัดอันดับจาก DJSI ให้อยู่ใน Top 10% World Ranking นับเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทคนไทยที่สามารถก้าวสู่บริษัทชั้นนำของภูมิภาคและเทียบชั้นระดับโลก

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับตัวลดลง 14.55 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล จาก109.16 เหลือ 94.61 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ทำให้กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นรับผลขาดทุนสต็อกเช่นเดียวกับโรงกลั่นอื่นในกลุ่ม ปตท. อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของบริษัทฯ ในไตรมาสนี้ยังคงมีกำไรสุทธิ จำนวน 7,591 ล้านบาท คิดเป็น 1.68 บาทต่อหุ้น โดยมีรายได้จากการขายจำนวน 145,820 ล้านบาท เนื่องจากกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีผลการดำเนินงานดีขึ้น จากการได้รับวัตถุดิบจากโรงแยกก๊าซฯ ปตท. อย่างต่อเนื่องมากขึ้นและราคาผลิตภัณฑ์โพลีเอทิลีนปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับกลุ่มธุรกิจอะโรเมติกส์ มีส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์เบนซีนและคอนเดนเสทที่เป็นวัตถุดิบดีขึ้นกว่าไตรมาสก่อน

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้เคยร่วมงานกับกลุ่ม ปตท. ช่วงบุกเบิกอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และมีประสบการณ์จากการบริหารโครงการขนาดใหญ่ผ่านวงการธนาคารและวาณิชธนกิจอีกกว่า 20 ปี ก่อนกลับมาร่วมงานกับกลุ่ม ปตท. อีกครั้งใน พ.ศ. 2552 ในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการด้านพัฒนาธุรกิจ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร ปตท. ตามลำดับ

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยมีธุรกิจหลัก 7 กลุ่ม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมีรวม 8.75 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการลงทุนเพื่อขยายสู่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialties Chemical) และธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green)