พีทีที โกลบอล เคมิคอล เติมเต็มศักยภาพเพื่อเติบโตต่อเนื่อง

นายบวร วงศ์สินอุดม (Bowon Vongsinudom) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2556 บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 549,189 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 33,277 ล้านบาท ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 3.40 บาทต่อหุ้นหรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของกำไรสุทธิในปี 2556 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน

การดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2556 บริษัทฯ มุ่งเสริมสร้างศักยภาพในการดำเนินงานผ่านโครงการต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นเลิศ (Excellence Program) เช่น โครงการ Operational Excellence ที่มีเป้าหมายลดการใช้พลังงาน และเพิ่ม Reliability ของโรงงาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ่านโครงการ Synergy ต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-Products) ของบริษัทฯ ประกอบกับการที่บริษัทฯ ได้บริหารจัดการการตลาด (Marketing Excellence) ผ่านการบริหารนโยบายราคา การจัดกลุ่มลูกค้า และ การหาตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้า ซึ่งโครงการเหล่านี้ได้ช่วยสร้างผลกำไรในรูปของ EBITDA ประมาณ 231 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 7,277 ล้านบาท แม้ว่าบริษัทฯ จะเผชิญกับเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ได้แก่ โรงงานผลิตเม็ดพลาสติก LDPE หยุดการผลิตเพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์เป็นระยะเวลา 77 วัน เหตุการณ์ฟ้าผ่าอุปกรณ์ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 5 ของ ปตท. และกรณีท่อรับน้ำมันดิบรั่ว แต่บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการให้มีผลกำไรลดลงจากปี 2555 เพียงเล็กน้อย โดยกำไรสุทธิลดลงเพียงร้อยละ 2

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทฯ ปี 2556 สรุปดังนี้

  • กลุ่มปิโตรเลียม ผลการดำเนินงานลดลงเนื่องจากส่วนต่างระหว่างผลิตภัณฑ์และราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงจากปีก่อนหน้าจากความต้องการที่ลดลงเนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และ ยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่มีความผันผวนในปี 2556 ในขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นของบริษัทฯ ก็ลดลงด้วยเช่นกัน ส่งผลให้ค่าการกลั่นของธุรกิจนี้ (Market GRM) ลดลงอยู่ที่ 3.52 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจาก 4.71 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2555
  • กลุ่มอะโรเมติกส์ ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น จากปัจจัยด้านราคาและปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น ส่วนต่างระหว่างราคาพาราไซลีนและเบนซีนกับคอนเดนเสทเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 และร้อยละ 45 ตามลำดับ และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานกลุ่มอะโรเมติกส์ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 90 จากร้อยละ 86 ในปี 2555
  • กลุ่มโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ผลการดำเนินงานโดยรวมปรับตัวดีขึ้น จากราคาผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาเม็ดพลาสติก HDPE เฉลี่ยอยู่ที่ 1,488 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากปี 2555

สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดในปี 2557

  • ราคาน้ำมันดิบในปี 2557 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงจากปริมาณอุปทานจากผู้ผลิตน้ำมันดิบนอกกลุ่มโอเปคที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในขณะที่ความต้องการคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน สำหรับค่าการกลั่นในปี 2557 นี้ บริษัทฯ คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากกำลังการผลิตส่วนเพิ่มจะเลื่อนการเริ่มดำเนินการผลิตออกไป
  • สำหรับผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ ผลิตภัณฑ์พาราไซลีนคาดว่าจะมี Margin ลดลงเนื่องจากอุปทานที่จะเพิ่มขึ้นมากถึงประมาณ 6 ล้านตันต่อปีในปี 2557 ในขณะที่ความต้องการเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า ในขณะที่ตลาดเบนซีนจะมี Margin ใกล้เคียงกับปี 2555
  • ผลิตภัณฑ์ HDPE ในปี 2557 คาดว่าระดับราคาจะใกล้เคียงกับปี 2556 เนื่องจากความต้องการที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มจะฟื้นตัวแม้จะมีกำลังการผลิต HDPE ส่วนเพิ่มในปี 2557 นี้

สำหรับการขยายธุรกิจต่อเนื่อง บริษัทฯ ยังมีโครงการเพิ่มส่วนขยายของโรงงานต่างๆ ได้แก่โครงการที่จะเพิ่มกำลัง การผลิตของโรงงานแครกเกอร์ขนาด 1 ล้านตัน ที่จะเชื่อมโยงไปสู่การเพิ่มปริมาณเม็ดพลาสติกกลุ่ม LLDPE กำลังการผลิต 300,000 ตันต่อปี และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง คือ Metallocene LLDPE เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมและกิจการต่างๆ ได้แก่ การเกษตร อาหารแช่แช็งและบรรจุภัณฑ์ ”

ความก้าวหน้าโครงการลงทุนในต่างประเทศ
  • อินโดนีเซีย : บริษัทลงนามสัญญาร่วมทุน (Joint Venture) กับ เปอร์ตามิน่า ในการทำตลาดและการค้า และลงนาม (HOA) ในการร่วมทุนตั้งโรง Cracker ที่มีกำลังการผลิตระดับโลก (กำลังการผลิตเอทิลีน 1 ล้านตันต่อปี) ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2019 และมีการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นปลายน้ำ ได้แก่ โพลีเอทิลีน โพลีโพรพิลีน และโมโนเอทิลีนไกลคอล โดยมีเป้าหมายในการครองส่วนแบ่งทางการตลาดผลิตภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซียร้อยละ 30
  • จีน : PTTGC ลงนามร่วมกับ Sinochem เพื่อศึกษาการลงทุนธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ในประเทศจีน และทำตลาดร่วมกัน เนื่องจากตลาดในจีนยังมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก และเพื่อสร้างสายผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนอง ความต้องการของประชาชนในประเทศจีน

พีทีที โกลบอล เคมิคอล ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ โดยมีธุรกิจหลัก 7 กลุ่ม ปัจจุบันมีกำลังการผลิตเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมีรวม 8.72 ล้านตันต่อปี และมีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจสู่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ Specialties Chemical) และ ธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green)