คณะกรรมการสอบสวนสรุปปริมาณน้ำมันรั่ว 54,000 ลิตร ยืนยัน พีทีที โกลบอล เคมิคอล มีการดำเนินงานตามขั้นตอนและใช้สารกระจายคราบน้ำมันอย่างมีเหตุผล

กรุงเทพฯ 14 สิงหาคม 2556: คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเล เผยผลการสอบสวนยืนยันปริมาณน้ำมันรั่ว 54,341 ลิตร และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการทำงานและการจัดการน้ำมั่นรั่ว รวมถึงการใช้สารกระจายคราบน้ำมันในปริมาณที่สอดคล้องกับภาวะฉุกเฉิน โดยเป็นสารที่กรมควบคุมมลพิษอนุญาตให้ใช้ในประเทศไทยได้

คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเลดังกล่าวมีคุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นประธานกรรมการ ดร. วิเชียร กีรตินิจกาล กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ดร. ขวัญฤดี โชติชนาทวีวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า และ พล.ต.อ. เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ ในการสอบสวนคณะกรรมการได้กำหนดกรอบการดำเนินงาน โดยพิจารณาข้อมูลเปรียบเทียบการปฏิบัติงานในสถานการณ์ปกติ กับการปฏิบัติงานเมื่อเกิดเหตุการณ์ในด้านต่างๆ คือ ขั้นตอนการดำเนินงาน การบำรุงรักษา เครื่องมืออุปกรณ์ และผู้ปฏิบัติงาน

ข้อเท็จจริงจากการสอบสวนระบุว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 เวลาประมาณ 06.30 น. ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมัน M.T. Maran Plato สัญชาติกรีซ กำลังถ่ายน้ำมันดิบผ่านทุ่นรับน้ำมันดิบ ซึ่งอยู่ห่างจากชายฝั่งท่าเรือมาบตาพุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตรมายังโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทฯ ได้เกิดเหตุท่อรับน้ำมันดิบขนาด 16 นิ้วรั่ว ทำให้มีน้ำมันดิบรั่วไหลลงสู่ทะเล

ทันทีที่เกิดเหตุ บริษัทฯ ได้ปิดระบบวาล์วทั้งหมดโดยสมบูรณ์ ดังนั้น จึงมีเพียงน้ำมันที่ค้างอยู่ในท่อระหว่างจุดส่งน้ำมันบนเรือและทุ่นเท่านั้นที่มีโอกาสรั่วไหลออกสู่ทะเล โดยมีประมาณการปริมาณที่รั่วไหล 54,341 ลิตร

ในด้านการปฏิบัติงาน บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการทำงานและการจัดการในสภาวะฉุกเฉินกรณีน้ำมันรั่ว โดยการปฏิบัติการทางเรือฉีดพ่นสารกระจายคราบน้ำมัน และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ จึงได้ใช้การปฏิบัติการทางอากาศโปรยสารกระจายคราบน้ำมันร่วมด้วย แต่เนื่องจากกระแสน้ำและลมแรง คณะทำงานประเมินว่าน้ำมันอาจจะเข้าฝั่ง จึงนำทุ่นกักน้ำมันลง เพื่อกักน้ำมันให้อยู่ใน บริเวณที่สามารถใช้สารกระจายคราบน้ำมันทางเรือได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทุ่นกักน้ำมันใช้ไม่ได้ผล เพราะช่วงเวลานั้น ทะเลมีคลื่นลมแรง ทำให้มีน้ำมันเล็ดลอดไปขึ้นฝั่งที่อ่าวพร้าว เกาะเสม็ด

สำหรับประเด็นการใช้สารกระจายคราบน้ำมัน เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้น คือ สภาพอากาศที่แปรปรวนและสภาพของน้ำมันที่มีการกระจายตัวมาก ทำให้การทำงานของสารกระจายคราบน้ำมันมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ บริษัทฯ จึงต้องใช้สารกระจายคราบน้ำมัน 2 ชนิด ได้แก่ Slickgone NS เป็นจำนวน 30,612 ลิตร และ Super-dispersant 25 เป็นจำนวน 6,930 ลิตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายคราบน้ำมัน

สารกระจายคราบน้ำมันทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารที่กรมควบคุมมลพิษอนุญาตให้ใช้ในประเทศไทยได้ โดยมีความเป็นพิษต่ำมาก สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้เร็ว ไม่พบการสะสมทางชีววิทยา (Bio-accumulate) ไม่เกิดการกลายพันธุ์ และไม่เกิดการเสื่อมพันธุ์

นอกจากนี้ คณะกรรมการสอบสวน ยังได้ให้ข้อเสนอแนะให้ตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิคที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมหาสาเหตุการแตกของท่อ พร้อมทั้งให้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนจัดทำแผนฟื้นฟูในระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ ตามข้อเสนอแนะ โดยคณะกรรมการด้านเทคนิค ประกอบด้วยผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยและผู้แทนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อตรวจสอบเพิ่มเติมหาสาเหตุการแตกของท่อ และรายงานมายังบริษัทฯ เพื่อเสนอต่อกระทรวงพลังงานทราบต่อไป