พีทีที โกลบอล เคมิคอล เข้มแข็ง เติบโตโดดเด่น กำไรปี 2555 สูงกว่า 34,000 ล้านบาท

พีทีที โกลบอล เคมิคอล เติบโตโดดเด่นในปี 2555 โดยบริษัทฯ มีรายได้จากการขาย จำนวน 562,811 ล้านบาท มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) จำนวน 55,879 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 34,001 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปี 2554 คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 7.5 บาท

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ (Anon Sirisaengtaksin) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ในปี 2555 บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจภายใต้สถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจ ทั้งในภูมิภาคยุโรป อเมริกา รวมถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน แต่บริษัทฯ ยังสามารถสร้างกำไรได้สูงกว่าเป้าหมายซึ่งเป็นผลจากความเข้มแข็งของโครงสร้างธุรกิจภายหลังควบรวมกิจการ และบริษัทฯ ได้มีการดำเนินงานในกรอบแผนกลยุทธ์อย่างรอบคอบ ทำให้เกิดการบริหารประสิทธิภาพทั้งในด้านการเงินและการผลิต พร้อมทั้งมีการพัฒนาขีดความสามารถขององค์กร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจและเติบโตสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต" นายอนนต์ กล่าว

สำหรับผลประกอบการปี 2555 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้จากการขาย 562,811 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากปี 2554 กำไรสุทธิ 34,001 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 3,968 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปีก่อนมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม (EBITDA) 55,879 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้น 7.5 บาท บริษัทฯ มีผลประกอบการดีขึ้น จากปัจจัยสำคัญ คือ ปริมาณขายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น บริษัทฯ มีอัตราการใช้กำลังการผลิตในระดับสูงถึงร้อยละ 80-100 ตอบรับการเติบโตและความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเซีย

ผลการดำเนินงานตามกลุ่มธุรกิจในปี 2555 โดยสรุป ดังนี้

  • กลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและสาธารณูปการ บริษัทฯ มีวัตถุดิบนำเข้ากลั่น 197,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 35,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 22 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 100 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ร้อยละ 90 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันปรับตัวดีขึ้นกว่าปี 2554 เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันเดินเครื่องเต็มกำลังตลอดทั้งปี
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ อัตราการใช้กำลังการผลิตสารอะโรเมติกส์ (BTX Utilization) ร้อยละ 86 ลดลงจากปี 2554 ที่ร้อยละ 88 เนื่องจากมีการหยุดซ่อมโรงงานระยะเวลา 36 วัน ผลการดำเนินงานของกลุ่มอะโรเมติกส์ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2554 เนื่องจากราคาส่วนต่างผลิตภัณฑ์เบนซีนกับคอนเดนเสทสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 261 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้น 101 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 63 จากปีก่อน
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ผลประกอบการดีขึ้นกว่าปี 2554 เนื่องจากปริมาณการผลิตและการขายเพิ่มขึ้น มีอัตราการใช้กำลังการผลิตของทุกผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น โดยราคา HDPE เฉลี่ยอยู่ที่ 1,380 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้น 7 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตันจากปี 2554 และมีอัตราการใช้กำลังการผลิต HDPE ทั้ง 3 โรงงาน เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 99 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ร้อยละ 95 สำหรับโรงงาน LLDPE มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 100 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ร้อยละ 89 เนื่องจากสามารถเดินเครื่องได้เต็มกำลังการผลิต และโรงงาน LDPE มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ร้อยละ 88 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ร้อยละ 56
  • กลุ่มธุรกิจเอทิลีนออกไซด์ อัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงาน โมโน เอทิลีน ไกลคอล (MEG) อยู่ที่ร้อยละ 88 เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ร้อยละ 65 เนื่องจากมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากส่วนขยาย และมีรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ MEG เพิ่มขึ้นร้อยละ 15

นายอนนต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานในระยะต่อไป บริษัทฯ จะเน้นการสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มศักยภาพการแข่งขันและการสร้างกำไรจากการขยายธุรกิจ โดยการดำเนินงานจะให้ความสำคัญใน 3 มิติหลัก คือ ด้านการตลาด มุ่งขยายตลาดในประเทศที่มีการเติบโตต่อเนื่องและมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ในระดับสูง ได้แก่ จีน และประเทศในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย เป็นต้น ทางด้านการผลิต มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพสู่การเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก (First Quartile) ที่มีความแข็งแรง มีความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทางด้านการลงทุนขยายธุรกิจ มุ่งเน้นการลงทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติพิเศษตอบสนองความต้องการของตลาดที่มีการเติบโต สามารถสร้างกำไรและผลตอบแทนที่ดี โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายเติบโตอย่างต่อเนื่องในสัดส่วนเฉลี่ย 5-6% ต่อปี ในระยะ 10 ปีจากนี้

พีทีที โกลบอล เคมิคอล เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์รายใหญ่ ของประเทศไทย และเอเชีย ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 8.45 ล้านตันต่อปี ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในสายอะโรเมติกส์ โอเลฟินส์ และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ รวมถึงเคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม โดยมีสัดส่วนการตลาดโดยรวมแบ่งเป็น ตลาดภายในประเทศ 40 % และตลาดส่งออก 60 %

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2556 คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2555 ในอัตราหุ้นละ 3.40 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 15,329 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 45 ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว ในอัตราหุ้นละ 0.95 บาท เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2555 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 2.45 บาท ในวันที่ 25 เมษายน 2556