ประกาศผลไตรมาสแรกกำไรเพิ่มกว่า 200 % PTTGC รุกลงทุน US Petrochemical Complex และ Green Chemical

พีทีที โกลบอล เคมิคอล ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2558 กำไรสุทธิ 5,631 ล้านบาท EBITDA 10,473 ล้านบาท จากผลการพัฒนาการดำเนินงาน และ การติดตามสถานการณ์ตลาดและราคาอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าลงทุนโครงการ US Petrochemical Complex ที่ได้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทฯ ให้ศึกษาต่อโครงการ Petrochemical Complex ที่สหรัฐฯแล้ว พร้อมก้าวต่อแผนกลยุทธ์ Green Business (เคมีภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม) เล็งตั้ง Bio-Hub ในไทย

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ( Supattanapong Punmeechaow, CEO) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลประกอบการในไตรมาส 1/2558 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิรวม 5,631 ล้านบาท คิดเป็น 1.25 บาทต่อหุ้น ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 218 จากไตรมาส 4/2557 แม้ว่าราคาน้ำมันดิบและเม็ดพลาสติกจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า แต่เนื่องจากบริษัทฯ ได้มีการพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงาน การเฝ้าติดตามสถานการณ์ตลาดและราคาอย่างใกล้ชิด รวมถึงการทำ Optimization อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลประกอบการในไตรมาส 1/2558 มีผลปรับตัวสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2557 และปรับตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2557

ปัจจุบันโครงการลงทุนที่บริษัทฯ กำลังดำเนินการอย่างเข้มข้น คือ โครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐอเมริกา ขณะนี้คณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติแผนศึกษาโครงการซึ่งจะใช้ระยะเวลาศึกษาประมาณ 1 ปี โดยบริษัทฯ มีแผน จะร่วมลงทุนกับพันธมิตร เพื่อสร้างปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ที่ใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนจาก Shale Gas ซึ่งมีปริมาณสำรองที่สูงและมีต้นทุนที่ต่ำ สองปัจจัยหลักนี้จะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขัน โครงการนี้ถือเป็น World Scale ปิโตรเคมี คอมเพล็กซ์ ที่มีกำลังการผลิตเอทิลีน 1 ล้านตันต่อปี โดยบริษัทฯ เลือกทำเลที่ตั้งโครงการแล้วในมลรัฐโอไฮโอ บริเวณแหล่งมาร์เซลลัส ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่ง Shale Gas ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และเป็นภูมิภาคที่มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในระดับสูง

สำหรับปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกทำเลที่ตั้งโครงการ จะพิจารณาจากความพร้อม ทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเอื้อต่อผลตอบแทนทางการลงทุน นอกจากนี้ ยังมองถึงนโยบายสนับสนุนโครงการของมลรัฐ (State Government Incentives) ได้แก่ การสนับสนุนด้านภาษี เงินสนับสนุนจากภาครัฐ และ ยังมีปัจจัยด้านความพร้อมของแรงงาน ในบริเวณที่ตั้งโรงงาน รวมถึงความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ในแถบภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า โดยหากศึกษามูลค่าการลงทุนแล้วเสร็จ และ ตัดสินใจที่จะลงทุน บริษัทฯคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020)

ในส่วนโครงการลงทุนในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Business) บริษัทฯ มีแผนกลยุทธ์ธุรกิจ สีเขียวที่ครบวงจร (Bio-Hub) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจสีเขียว โดยการลงทุนใน Bio-Hub จะเป็นการดำเนินธุรกิจสีเขียวจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ เพื่อสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจในระยะยาวจากการพึ่งพาวัตถุดิบซึ่งกันและกัน สร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ การประหยัดต้นทุนค่าขนส่งวัตถุดิบ จากการที่โรงงานผลิตอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ และการลดต้นทุนพลังงาน โดยใช้แหล่งพลังงานจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพจากการบำบัดน้ำเสีย ทั้งนี้ วัตถุดิบที่ใช้จากการเกษตรในธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมประกอบด้วย 2 ประเภทหลัก คือ

  • กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบจากน้ำมันพืช น้ำมันปาล์ม น้ำมันเมล็ดในปาล์ม (Vegetable Oil Base) สามารถนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลเพื่อผลิตไบโอดีเซล และ ผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อมขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอนามัยส่วนบุคคล อุตสาหกรรมอาหารและยา
  • กลุ่มที่ใช้วัตถุดิบจากน้ำตาล (Sugar Base) กลุ่มนี้จะถูกนำมาผลิตพลาสติกชีวภาพหรือไบโอพลาสติก นับได้ว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างเสถียรภาพราคาให้กับวัตถุดิบทางการเกษตร โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีศักยภาพด้านวัตถุดิบจากการเกษตร บริษัทฯ จึงได้ลงทุนในบริษัท NatureWorks ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพ (PLA) และ บริษัทฯยังมีแผนจัดสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนการสนับสนุนจากทางภาครัฐ เพื่อจะได้ดำเนินงานต่อไป

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) “PTTGC” ผู้ผลิตปิโตรเคมีรายใหญ่ของประเทศไทย ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจร (Integrated Petrochemical and Refining) เป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน ด้วยกำลังการผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์รวม 8.75 ล้านตันต่อปี มีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและ คอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯมุ่งขยายธุรกิจในระดับโลกสู่ธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ (Specialties Chemical) และ ธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม (Green) โดยมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน PTTGC ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 บริษัทชั้นนำของโลกด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน (DJSI) ในกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ติดต่อกัน 2 ปี และยังเป็นบริษัทเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน DJSI ดังกล่าว