การประเมินความเสี่ยงและลดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัทฯ ประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Risk Assessment) ระดับองค์กรอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมพื้นที่การดำเนินธุรกิจในกลุ่มบริษัทฯ ทั้งหมด 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมัน และมาเลเซีย รวมทั้งประเมินคู่ค้าทางธุรกิจ และคู่ธุรกิจที่บริษัทฯ ไม่มีสิทธิในการควบคุมการจัดการเป็นประจำทุกปี เพื่อจัดทำแนวทางการจัดการในพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนภายในกลุ่มบริษัทฯ ตั้งแต่ปี 2558 เพื่อระบุ ป้องกัน และลดผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินงานของบริษัทฯ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยการประเมินความเสี่ยงนี้ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆ ในระดับประเทศ กลุ่มอุตสาหกรรม และระดับพื้นที่ปฏิบัติการใน 5 ประเทศ ที่กลุ่มบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ รวมถึงการระบุประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง การประเมินผลกระทบในกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ (Vulnerable Group) เช่น เด็ก กลุ่มชนพื้นเมือง แรงงานต่างชาติ และการประเมินโอกาสที่อาจเกิดผลกระทบในระดับประเทศ ระดับปฏิบัติงาน และระดับบุคคล โดยเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนดำเนินการโดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ โอกาสที่จะเกิดขึ้น และผลกระทบ ครอบคลุมสิทธิมนุษยชน ทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ สิทธิแรงงาน สิทธิชุมชน ห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสิทธิผู้บริโภค

จากผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการในการควบคุมและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และประเมินความเสี่ยงที่เหลืออยู่ (Residual Risks) หลังจากจัดทำแนวทางการป้องกันและแก้ไขด้านสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ มีประสิทธิภาพในการควบคุมผลกระทบตลอดห่วงโซ่คุณค่า

แผนผังประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทฯ
เกณฑ์การประเมินความเสี่ยง: ผลกระทบ

ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านขนาด ขอบข่าย และข้อจำกัดของความสามารถในการฟื้นฟูแก้ไขผลกระทบด้านลบที่เกิดขึ้นอย่างน้อยให้กลับไปมีสภาพดังเดิม

ระดับของผลกระทบ ลักษณะของผลกระทบ
4 สูงมาก
  • ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนส่งผลกระทบในวงกว้างหรือส่งผลต่อกลุ่มประชากรที่เกินกว่าขอบเขตของพื้นที่ปฏิบัติการ
  • บริษัทฯ ไม่สามารถควบคุมหรือบรรเทาผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อฟื้นฟูให้ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนได้สิทธินั้นกลับคืนมาได้
  • ผลกระทบ / เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับด้านสิทธิมนุษยชนมีความจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อไกล่เกลี่ยปัญหาร่วมกับบริษัทฯ
3 สูง
  • บริษัทฯ มีความจงใจในการให้ความช่วยเหลือ หรือให้การสนับสนุนการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชน (Legal Complicity)
  • ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนที่เป็นผลจากการดำเนินงานของบริษัทฯ หรือห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทฯ ส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ปฏิบัติการ
  • บริษัทฯ มีความขัดแย้งด้านสิทธิมนุษยชนกับกลุ่มเสี่ยง หรือกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ (Vulnerable Group)
2 ปานกลาง
  • บริษัทฯ ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดการละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนโดยหน่วยงานอื่น (Non-legal Complicity)
  • บริษัทฯ ไม่สามารถตอบสนองต่อข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับด้านสิทธิมนุษยชนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในหรือภายนอกได้
1 ต่ำ
  • ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภายในหรือภายนอกได้รับการป้องกันแก้ไขในระดับพื้นที่ปฏิบัติการ และโดยกลไกการจัดการข้อร้องเรียนของบริษัทฯ
เกณฑ์การประเมินความเสี่ยง: โอกาสที่จะเกิดขึ้น
ระดับโอกาสที่จะเกิดขึ้น ลักษณะของโอกาสที่จะเกิดขึ้น
4 มีโอกาสสูง (>25%) เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในพื้นที่ปฏิบัติการหลายครั้งต่อปี
3 มีโอกาสปานกลาง (10-25%) เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติการเป็นครั้งคราว
2 มีโอกาสน้อย (1-10%) เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ปฏิบัติการน้อยมาก แต่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น
1 มีโอกาสน้อยมาก (<1%) เหตุการณ์เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมที่เป็นประเภทเดียวกับพื้นที่ปฏิบัติการ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวมีความเป็นไปได้น้อยที่จะเกิดขึ้นกับพื้นที่ปฏิบัติการ
ผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

พื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ (รวมถึงคู่ธุรกิจที่บริษัทฯ มีสิทธิในการควบคุมการจัดการ)

คู่ค้าทางธุรกิจที่สำคัญในกลุ่มจัดหาวัตถุดิบ (Critical Tier 1 Feedstock)

ค้าทางธุรกิจที่สำคัญในกลุ่มจัดหาสินค้าและบริการอื่นๆ (Critical Tier 1 Non-feedstock suppliers)

ธุรกิจที่บริษัทฯ ไม่มีสิทธิในการควบคุมการจัดการ

ประเด็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง
  • สุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิการของพนักงานและผู้รับเหมาในพื้นที่ปฏิบัติการ
  • ผลกระทบจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อม
  • สุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน
  • มาตรฐานการดำรงชีวิตและคุณภาพชีวิตของชุมชนทิ้งถิ่น
  • การจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การพิจารณาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน
  • การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย
  • การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินงาน
  • การจ้างงานในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การพิจารณาประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน
  • การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย
  • การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินงาน
  • แนวทางการจ้างงาน
  • การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และความปลอดภัย
ร้อยละของพื้นที่ปฎิบัติการที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและมีแนวทางการควบคุม
ร้อยละของพื้นที่ปฏิบัติการที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ร้อยละของพื้นที่ปฏิบัติการที่พบว่ามีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ร้อยละของพื้นที่ปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน และมีแนวทางการควบคุม แนวทางการควบคุม
พื้นที่ปฏิบัติการของบริษัทฯ (รวมถึงคู่ธุรกิจที่บริษัทฯ มีสิทธิในการควบคุมการจัดการ) 100 77 100 ดำเนินงานตามระบบการจัดการของบริษัทฯ เช่น คู่มือความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมสำหรับคู่ธุรกิจ และคู่มือการกำกับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทฯ เป็นต้น
คู่ค้าทางธุรกิจที่สำคัญในกลุ่มจัดหาวัตถุดิบ (Critical Tier 1 Feedstock Suppliers) 99.46 100 100 ดำเนินงานตามระบบการจัดการของบริษัทฯ เช่น ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และกรอบการจัดการด้านความยั่งยืน เป็นต้น
คู่ค้าทางธุรกิจที่สำคัญในกลุ่มจัดหาสินค้าและบริการอื่น ๆ (Critical Tier 1 Non-feedstock Suppliers) 64.5 10 100 ดำเนินงานตามระบบการจัดการของบริษัทฯ เช่น ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม และกรอบการจัดการด้านความยั่งยืน เป็นต้น
คู่ธุรกิจที่บริษัทฯ ไม่มีสิทธิในการควบคุมการจัดการ 100 58 100 ดำเนินงานตามระบบการจัดการของบริษัทฯ เช่น บริษัท Emery Oleochemical พัฒนาคู่มือการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน เป็นต้น
ประเด็นที่สำคัญด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

จากการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในปี 2561 พบว่าบริษัทฯ มีระดับความเสี่ยงด้านสิทธิของชุมชน ที่เหลืออยู่ในระดับต่ำถึงระดับปานกลาง และไม่มีชนกลุ่มน้อยรวมทั้งชนพื้นเมืองที่ได้รับกระทบจากการดำเนินงานของบริษัท โดยบริษัทฯ ได้จัดทำแนวทางควบคุมและฟื้นฟูประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่มีความเสี่ยง ดังนี้

1. ประเด็นจากกิจกรรมการหยุดซ่อมบำรุง

รายละเอียด:

  • เสียง กลิ่น ควัน ฝุ่น แสง และความสั่นสะเทือน ที่อาจเกิดจากกิจกรรมการหยุดซ่อมบำรุง
  • ความถี่ในการหยุดซ่อมบำรุงของบริษัทฯ ทั้งหมด 18 โรงงาน ในพื้นที่อุตสาหกรรมมาบตาพุด

แนวทางการควบคุม:

  • การดำเนินกิจกรรมการหยุดซ่อมบำรุงอย่างมีประสิทธิภาพ (ดำเนินการเป็นครั้งคราว)
  • แจ้งแผนการดำเนินงานการหยุดซ่อมบำรุงให้ชุมชนรับทราบ
2. ประเด็นอุบัติเหตุจากการดำเนินงาน

รายละเอียด:

  • ผลกระทบด้านสุขภาพ และแนวทางการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน พนักงาน และหน่วยงานภายนอก (เช่น พนักงานดับเพลิง)

แนวทางการควบคุม:

การแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน

  • การเยียวยากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ

การแก้ไขปัญหาในระยะยาว

  • จัดทำแผนการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขในระยะยาว
  • ตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเข้มงวดก่อนใช้งาน
  • ติดตั้งระบบสัญญาณเตือนภัย
  • พิจารณาใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และจัดหาอุปกรณ์ สารเคมี รวมถึงเรือโยง (Tug Boat) เพื่อใช้ในการขจัดคราบน้ำมันในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
3. ประเด็นการจัดหาวัตถุดิบ

รายละเอียด:

  • โอกาสในการเกิดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งผลิตจากน้ำมันปาล์ม ข้าวโพด อ้อย และมันสำปะหลัง
  • บริษัทฯ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากคู่ค้าจัดหาวัตถุดิบที่ใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และแรงงานในรูปแบบอื่นที่ผิดกฎหมาย

แนวทางการควบคุม:

  • ดำเนินงานตามระบบบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับคู่ค้า ซึ่งครอบคลุมกระบวนการคัดเลือกคู่ค้า การควบคุมดูแล การกำหนดความสามารถในการดำเนินงาน การติดตาม และการประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้า
  • ชี้แจงให้ผู้ค้าในระดับปฏิบัติการรับทราบ และปฏิบัติตามแนวทางการกำกับดูแลการดำเนินงานให้มีความสอดคล้องตามข้อกำหนด และมาตรฐานของบริษัท และกฎหมายแรงงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ว่าด้วยเรื่องสิทธิแรงงาน
4. ประเด็นการจัดหาสินค้าและบริการอื่นๆ

รายละเอียด:

  • ผู้รับเหมาอาจมีความรู้ไม่เพียงพอในการใช้อุปกรณ์ให้เหมาะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจากการดำเนินงาน

แนวทางการควบคุม:

  • ดำเนินงานตามระบบบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับคู่ค้า ซึ่งครอบคลุมกระบวนการคัดเลือกคู่ค้า การควบคุมดูแล การกำหนดความสามารถในการดำเนินงาน การติดตาม และการประเมินผลการดำเนินงานของคู่ค้า
  • จัดฝึกอบรมด้านความปลอดภัยให้กับผู้รับเหมา
  • ผนวกมาตรฐาน และการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกคู่ค้า
5. ประเด็นการใช้สารเคมี การควบคุมมลพิษ และการจัดการของเสีย

รายละเอียด:

  • • ผลกระทบด้านลบต่อสภาพแวดล้อม และชุมชน หากบริษัทฯ มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

แนวทางการควบคุม:

  • ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ซึ่งครอบคลุมการจัดการของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการบริหารจัดการน้ำ
  • ติดตาม และทบทวนการปล่อยมลพิษทุกประเภทที่เป็นผลมาจากการดำเนินงานของบริษัทฯ
  • ดำเนินการตรวจประเมินการจัดการของเสียเป็นประจำ และจัดทำแผนตอบสนองในกรณีเกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสีย
  • พัฒนานวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
6. ประเด็นด้านการหกรั่วไหลของน้ำมัน

รายละเอียด:

  • เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2556 ได้เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลปริมาณ 50,000 ลิตร ลงในทะเล และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ และเกิดการทำลายสภาพแวดล้อม

แนวทางการควบคุม:

การแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วน

  • ดำเนินการเก็บคราบน้ำมันให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน หลังเกิดเหตุการณ์
  • ให้ความช่วยเหลือเยียวยาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก้ผู้ได้รับผลกระทบ

การแก้ไขปัญหาในระยะยาว

  • จัดทำแผนฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการแก้ไขระยะยาว
  • ทบทวนกระบวนการปฏิบัติ และการดำเนินงานที่มีความเสี่ยง เช่น ห้ามทำการสูบถ่ายน้ำมันขณะมีคลื่นสูงกว่า 2.5 เมตร
  • ตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆ อย่างเข้มงวดก่อนใช้งาน
  • พิจารณาใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และจัดหาอุปกรณ์ สารเคมี รวมถึงเรือโยง (Tug Boat) เพื่อใช้ในการขจัดคราบน้ำมันในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน