นโยบายด้านภาษี

นโยบายทางภาษีของบริษัทฯ ประกอบด้วย จรรยาบรรณด้านภาษี การบริหารความเสี่ยงทางภาษี และความโปร่งใสด้านภาษี

จรรยาบรรณด้านภาษีของบริษัทฯ
  1. การปฏิบัติตามกฎหมาย: บริษัทฯ ยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาโดยตลอด รวมทั้งประกอบธุรกิจอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล และปฏิบัติงานสอดคล้องกับเจตนารมณ์และลายลักษณ์อักษรของกฎหมาย
  2. จริยธรรมขององค์กร: จรรยาบรรณด้านภาษีของบริษัทฯ กำหนดจากหลักการกำกับดูแลกิจการและจริยธรรมการประกอบธุรกิจที่ระบุให้การดำเนินงานของบริษัทฯ ต้องมีความสอดคล้องและตรงตามมาตรฐานสูงสุดในการปฏิบัติงานในฐานะบริษัทชั้นนำที่มีการดำเนินงานครอบคลุมทั่วโลก
  3. การกำหนดราคาซื้อขายสำหรับกิจการข้ามชาติ: บริษัทฯ ชำระภาษีในมูลค่าเหมาะสมและสอดคล้องกับมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์แบบปกติ โดยการคำนวณราคาซื้อขายสินค้าหรือบริการจะอ้างอิงจากราคาตลาดเป็นสำคัญ
  4. โครงสร้างทางภาษี: บริษัทฯ หลีกเลี่ยงการใช้โครงสร้างภาษีแบบฉ้อฉลหรือเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง หรือสร้างความซับซ้อนเพื่อประโยชน์ทางภาษีในเบื้องต้นและหลีกเลี่ยงภาษี
  5. ระบบภาษีเพื่อความยั่งยืนขององค์กร: บริษัทฯ มีความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ด้วยการเป็นบริษัทที่มีสถานะทางการเงินที่ดีเยี่ยม และมีระบบภาษีที่เพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน
  6. สิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Incentives) : บริษัทฯ มุ่งใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายและเต็มประสิทธิภาพ ภายใต้การตัดสินใจในการประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืนและเหมาะสม สอดคล้องกับหลักการสร้างประสิทธิภาพของระบบภาษีตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจครอบคลุมถึงมาตรการยกเว้นภาษีในบางช่วงเวลา ค่าเผื่อสินทรัพย์ในอัตราเร่ง (Accelerated Asset Allowances) หรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้นโยบายภาษีของประเทศหรือแต่ละท้องถิ่น และใช้กับธุรกิจที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการตัดสินใจในการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ แต่จะพิจารณาเฉพาะปัจจัยทางเศรษฐกิจเท่านั้น
  7. ความสัมพันธ์กับหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลภาษี: บริษัทฯ เคารพสิทธิของรัฐบาลในการกำหนดโครงสร้างภาษี อัตราภาษี และกลไกการจัดเก็บภาษีสำหรับประเทศนั้น ๆ บริษัทฯ มีการติดต่อกับหน่วยงานกำกับดูแลภาษีอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันให้มีความเป็นมืออาชีพและมีประสิทธิภาพ
การบริหารความเสี่ยงทางภาษี
  1. การปฏิบัติตามกระบวนการภาษี: บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการด้านภาษีอย่างรับผิดชอบ โดยยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีของประเทศที่บริษัทฯ มีการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ จะใช้ความรอบคอบและความโปร่งใสเป็นหลักเกณฑ์ในการดำเนินงานด้านภาษีในกรณีที่กฎหมายภาษีไม่มีแนวทางการดำเนินการที่ชัดเจน
    บริษัทฯ ยังมีแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นแบบเงินคืนภาษีให้ตรงตามกำหนดเวลา ถูกต้อง และครบถ้วน สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากล ทั้งยังดูแลควบคุมมิให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข ค่าปรับ และค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ย
    การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบด้านภาษี เป็นอีกหนึ่งพันธกิจสำคัญของบริษัทฯ เพื่อให้มั่นใจว่า จำนวนเงินภาษีที่บริษัทฯ ชำระไว้มีความถูกต้องและเหมาะสมกับประเทศที่บริษัทฯ ประกอบธุรกิจ
    บริษัทฯ นำระบบควบคุมการปฏิบัติงานมาใช้ในกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดที่เกี่ยวกับการบริหารหนี้สินภาษีที่มีรายละเอียดด้านภาษีรวมอยู่ด้วย
  2. การติดตามผลและการรายงาน: บริษัทฯ มีการติดตามผลและรายงานภาษีเงินได้ทั้งภายในและโดยผู้ตรวจสอบอิสระ พร้อมทั้งมีการแสดงค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ปัจจุบันและรอการตัดบัญชีอย่างถูกต้อง
  3. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง: บริษัทฯ มีการติดตามและจัดการการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งศึกษาวิเคราะห์คุณภาพและความเป็นเอกภาพของการจัดการภาษี ความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูลภาษี การคืนภาษี และรายงานผลเกี่ยวกับประมาณการภาษี ความเสี่ยงทางภาษี และภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีเป็นประจำ สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทฯ ตระหนักถึงความเสี่ยงด้านภาษีจากการลงทุนในประเทศที่ปลอดภาษี (Tax Heaven)

การบริหารจัดการความเสี่ยงทางด้านภาษีของบริษัทฯ ประกอบไปด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ การกำกับดูแลความเสี่ยงด้านภาษี การบริหารความเสี่ยงทางภาษีและขอบเขตการควบคุมภาษี และจรรยาบรรณทางด้านภาษี โดยรายละเอียดสำหรับแต่ละด้านได้ถูกอธิบายด้านล่าง

การกำกับดูแลความเสี่ยงด้านภาษี

โครงสร้างการบริหารความเสี่ยงด้านภาษีของบริษัทฯ ครอบคลุม 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร ระดับสายงาน/หน่วยธุรกิจ และระดับปฏิบัติการ เพื่อก่อให้เกิดความมั่นใจว่าบริษัทฯ จะสามารถระบุความเสี่ยงที่สำคัญได้ และสามารถจัดหาวิธีการบรรเทาความเสี่ยงได้อย่างเมาะสม นอกจากนี้การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพยังสามารถนำมาประเมินได้ทั่วทั้งองค์กร

คลิกที่นี่เพื่อดูภาพขยาย
การบริหารความเสี่ยงทางภาษีและขอบเขตการควบคุมภาษี

ภายใต้กลยุทธ์ด้านภาษี บริษัทฯ เน้นการสร้างความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความพร้อมรับผิดในประเด็นเกี่ยวกับภาษีทั้งหมด เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและชุมชนที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจมีความไว้วางใจอย่างยั่งยืน ดังนั้น บริษัทฯ จึงวางระบบบริหารความเสี่ยงภาษีและขอบเขตการควบคุมภาษี ซึ่งจะนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการให้บรรลุผลตามกลยุทธ์ด้านภาษีที่กำหนดไว้

คลิกที่นี่เพื่อดูภาพขยาย

ระบบบริหารความเสี่ยงทางภาษีจัดทำขึ้นเพื่อนำมาใช้ในการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับภาษีสำหรับธุรกิจการลงทุนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศของบริษัทฯ โดยประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษีที่เป็นปัจจุบันพร้อมด้วยส่วนปรับปรุงแก้ไขที่เกิดขึ้น การพัฒนาระบบควบคุมให้มีคุณภาพเหนือกว่ามาตรฐานการรายงานทางการเงินเรื่องภาษี การบริหารระบบตรวจสอบภาษีระดับโลก การปฏิบัติตามกฎข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ การเข้าถึงความรู้ที่เหมาะสมในแต่ละประเทศ และการรายงาน การบัญชีภาษีอากรทั่วโลกตามแยกเป็นแต่ละประเทศอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังกำหนดขอบเขตการควบคุมภาษีซึ่งจะนำใช้บริหารความเสี่ยงด้านภาษีให้บรรลุผลตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ ขอบเขตการควบคุมภาษี คือ กรอบกระบวนการดำเนินงาน บทบาท หน้าที่ นโยบายการรายงานและบรรเทาความเสี่ยงด้านภาษีสำหรับการทำธุรกรรมของบริษัทฯ พร้อมด้วยผลทางภาษีที่เกิดขึ้นได้ของธุรกรรมนั้น ๆ กล่าวคือ บริษัทฯ ต้องการ “การควบคุม” ปัญหาสำคัญ ๆ เกี่ยวกับภาษีทั้งหมด โดยสามารถตรวจสอบ จัดเก็บข้อมูล และรายงานความเสี่ยงสำคัญในด้านภาษีที่เกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสมและทันกาล และดูแลจัดการกระบวนการทางภาษีทั้งหมดให้อยู่ภายใต้ขอบเขตการควบคุมภาษีที่กำหนดไว้ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ สามารถระบุ บรรเทา ควบคุม และรายงานความเสี่ยงด้านภาษีภายในบริษัทฯ หรือให้แก่หน่วยงานภายนอกในกรณีที่จำเป็น

ขอบเขตการควบคุมภาษีจัดทำขึ้นตามแนวทางของ COSO (The Committee of Sponsoring Organizations of the Treadway Commission) ซึ่งได้กำหนดกรอบการความควบคุมภายในแบบครบวงจร (COSO Framework) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุด สำหรับโมเดล COSO ที่จัดทำขึ้นตามกรอบการทำงานของบริษัทฯ ประกอบด้วย 3 มิติดังนี้:

คลิกที่นี่เพื่อดูภาพขยาย
มิติที่ 1 : กระบวนการควบคุมภายในสำหรับความเสี่ยงด้านภาษี

บริษัทฯ ได้กำหนดกระบวนการควบคุมภายในสำหรับความเสี่ยงด้านภาษี ดังนี้ :

  1. การดำเนินธุรกิจ – กำหนดรูปแบบการประกอบธุรกิจ โดยประเมินประเภทและขนาดของกิจกรรมทางธุรกิจ เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดการบริหารความเสี่ยงด้านภาษีล่วงหน้า กิจกรรมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน (อาทิ การผลิต การขายและการตลาด การวิจัยและพัฒนา และการเป็นบริษัทแม่) จะทำให้เกิดความเสี่ยงด้านภาษีที่แตกต่างกัน
  2. สภาพแวดล้อมทั่วไปเกี่ยวกับภาษี – ระบุสภาพแวดล้อมทั่วไปเกี่ยวกับภาษีสำหรับทุกประเทศและพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทฯ ตระหนักดีว่า การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีอากร รวมถึงคุณลักษณะของภาษีในแต่ละประเทศหรือพื้นที่จะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงทางด้านภาษี
  3. ข้อกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้านภาษี – ศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้านภาษีของทุกประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งระบุความเสี่ยงทางภาษีอากร โดยพิจารณาจากข้อกำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้านภาษีอากรในแต่ละประเทศ ซึ่งได้แก่ การยื่นแบบแสดงรายการภาษี การจ่ายภาษีที่กำหนดทุกประเภท และมาตรฐานการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่เกี่ยวข้องด้านอื่น ๆ อาทิ การยื่นเอกสารแสดงราคาซื้อขายสินค้าและบริการ
  4. กระบวนการดำเนินการทางภาษี – กำหนดกระบวนการดำเนินการทางภาษีที่สอดคล้องและตรงตามกฎข้อบังคับด้านภาษีทั้งหมด กำหนดบทบาทและหน้าที่ความรับผิดชอบทางด้านภาษี รวมทั้งระบุขั้นตอนการทำงานในหน่วยงานสำหรับการดำเนินการด้านภาษีแต่ละประเภทไว้อย่างชัดเจน
  5. การกำหนดความเสี่ยงด้านภาษี – ระบุความเสี่ยงด้านภาษีสำหรับภาษีสำคัญ ๆ และในทุกประเทศที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ โดยพิจารณาจากข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ (1) – (4) ของกระบวนการควบคุมภายในสำหรับใช้กับความเสี่ยงทางภาษีที่กล่าวถึงข้างต้น สำหรับความเสี่ยงด้านภาษีที่สำคัญอื่น ๆ จะมีการระบุถึงขนาดของความเสี่ยงและผลกระทบที่มีต่องบการเงิน รวมถึงแนวโน้มในการเกิดความเสี่ยง พร้อมทั้งมีการกำหนดวิธีบริหารความเสี่ยงด้านภาษีทั้ง 2 ประเภทด้วย
  6. การลดความเสี่ยง– กระบวนการลดความเสี่ยงจัดทำขึ้นเพื่อใช้บริหารความเสี่ยงด้านภาษีที่สำคัญ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงด้านภาษีที่อาจมีขึ้นในอนาคตให้อยู่ในระดับที่สามารถรับได้ การลดความเสี่ยงประกอบด้วย:
    • ยอมรับความเสี่ยง – ยอมรับว่ามีความเสี่ยงแบบเฉพาะเจาะจงเกิดขึ้น
    • ติดตามความเสี่ยง – ติดตามและประเมินการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านกระบวนการควบคุมและการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับภาษีอากรที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านภาษี
    • ควบคุมความเสี่ยง – ดำเนินงานตามกระบวนการดำเนินการทางภาษีเพื่อลดผลกระทบหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสี่ยงดังกล่าว
    • หลีกเลี่ยงความเสี่ยง – ปรับกระบวนการดำเนินการหรือบทบาททางภาษี เพื่อขจัดหรือลดความเสี่ยง
    • โอนย้ายความเสี่ยง – มอบหมายความพร้อมรับผิด หน้าที่ความรับผิดชอบ และอำนาจในการดำเนินการให้ผู้มีส่วนได้เสียที่พร้อมรับความเสี่ยง หรือทำประกันความเสี่ยงกับกลุ่มหรือบริษัทรับประกัน
  7. กลไกควบคุม – กลไกควบคุมคือระบบควบคุมภายในที่บริษัทฯ จัดทำขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยง ทั้งนี้ การควบคุมจะมีการดำเนินการในส่วนงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กร ซึ่งจะมีการดำเนินงานเป็นระยะและขั้นตอนต่าง ๆ ภายในกระบวนการดำเนินธุรกิจและได้รับการสนับสนุนด้วยเทคโนโลยีที่พร้อมนำมาใช้งาน

การควบคุมประกอบด้วยการออกแบบ ดำเนินการให้เกิดผล และจัดทำระบบควบคุมสำคัญต่าง ๆ เพื่อควบคุมความเสี่ยงที่อยู่ในกระบวนการทำงาน ระบบควบคุมหลัก ได้แก่ การอนุญาตและการอนุมัติ การตรวจสอบความถูกต้อง การปรับแก้ไข การพิจารณาผลประกอบการของธุรกิจ และการแบ่งแยกหน้าที่ โดยระบบควบคุมทั้งหมดนี้จะมีการประกาศและเผยแพร่ทั่วทั้งองค์กร

บริษัทฯ ติดตามและประเมินกลไกการควบคุมภายในเป็นประจำ โดยมีการประเมินประสิทธิผลของระบบควบคุมภายในและแก้ไขปัญหาการควบคุมที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

มิติที่ 2 : กำหนดความเสี่ยงด้านภาษี

ความเสี่ยงด้านภาษีสามารถแบ่งออกเป็น 2 มิติ ซึ่งทุกองค์กรต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในที่ต้องมีการติดตามและประเมินตลอดเวลา ความเสี่ยงด้านภาษีที่อาจมีขึ้นสามารถแบ่งออกได้ดังนี้ :

  1. ความเสี่ยงจากธุรกรรมทางธุรกิจ คือ ความเสี่ยงและการเปิดรับความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกรรมที่บริษัทฯ ได้ทำขึ้น อาทิ การซื้อกิจการ การขายหุ้นกิจการหรือสินทรัพย์ การผนวกรวมกิจการ ธุรกรรมทางการเงิน ธุรกรรมข้ามพรมแดนที่มีภาษีเป็นแรงขับเคลื่อน การปรับโครงสร้างภายในองค์กร และการแต่งตั้งพนักงานไปประจำในต่างประเทศ
  2. ความเสี่ยงจากการดำเนินงาน คือ ความเสี่ยงในการใช้กฎหมายและข้อบังคับภาษีอากร และการตัดสินใจในการดำเนินธุรกิจตามปกติขององค์กรธุรกิจ อาทิ การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ รูปแบบการปฏิบัติงานใหม่ และการดำเนินงานในทำเลใหม่
  3. ความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับด้านภาษี ครอบคลุมถึงการวางแผน การดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ และการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับการคืนภาษี รวมถึงความเสี่ยงในกระบวนการดังกล่าว และความสอดคล้องตรงตามข้อกำหนดของหน่วยกำกับดูแลภาษีอากร ทั้งนี้ เพื่อให้การยื่นแบบขอคืนภาษีและแสดงรายการภาษีมีความถูกต้องและทันกาลตรงตามกำหนดเวลา
  4. ความเสี่ยงทางการเงินและการบัญชี เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการบัญชี และการเปลี่ยนแปลงระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายและระบบการบัญชีของรายงานทางการทางการเงินระหว่างประเทศ (IFRS: International Financial Reporting Standard) มาตรฐานการบัญชีที่ยอมรับโดยทั่ว ๆ ไป (GAAP: Generally Accepted Accounting Principles)
  5. ความเสี่ยงด้านการบริหาร/ทรัพยากรบุคคล คือ ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนบุคลากรที่ดูแลด้านภาษีโดยไม่มีการแต่งตั้งบุคลากรคนใหม่เพื่อดำรงตำแหน่งแทนอย่างเหมาะสม และความเสี่ยงจากกลยุทธ์การว่าจ้างบุคลากรใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่า การจัดทำเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลภาษีและกระบวนการดำเนินงานของส่วนงานภาษีมีความถูกต้องและเหมาะสม
  6. ความเสี่ยงด้านชื่อเสียง คือ ผลกระทบที่อาจเกิดกับชื่อเสียงของกลุ่มบริษัทฯ
มิติที่ 3 : ประเภทของภาษีที่ระบุไว้

ภาษีสำคัญที่ระบุไว้ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ภาษีสรรพสามิต และภาษีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่บังคับใช้ในพื้นที่ดำเนินการของบริษัทฯ และบริษัทในกลุ่ม รายละเอียดสำคัญของภาษีแต่ละประเภทมีดังนี้

ภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล – ข้อกำหนดการใช้สิทธิประโยชน์เหล่านี้จำเป็นต้องมีบันทึกทางบัญชีที่เข้มงวด และมีการติดตามผลของการดำเนินการทางธุรกิจอย่างเหมาะสม
  • กฎระเบียบสำคัญ ๆ – ความเสี่ยง คือ การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศขององค์กรธุรกิจ อาจก่อให้เกิดผลทางภาษีที่ไม่พึงประสงค์ อาทิ ความเสี่ยงจากการได้รับบทลงโทษ
  • การติดตามการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษีอย่างต่อเนื่อง
  • ระบบภาษีมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น มีหลายประเทศเปิดใช้แบบแสดงรายการคืนภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องมั่นใจว่า บริษัทฯ มีศักยภาพพร้อมดำเนินการตามข้อกำหนดของระบบภาษีดังกล่าวทั้งหมด
ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีสินค้าและบริการ
  • ความเสี่ยงด้านระบบห่วงโซ่อุปทาน – ผู้ประกอบการควรมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการห่วงโซ่อุปทาน อย่างถูกต้องและเหมาะสม การเปลี่ยนแปลงระบบห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
  • ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์ – ผู้ประกอบการต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้องและเหมาะสมเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจว่าการจดทะเบียนและอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศที่ผู้ประกอบการดำเนินกิจการหรือเตรียมประกอบกิจการมีความจำเป็นหรือไม่
  • ความเสี่ยงทางด้านการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วยโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดโดยมนุษย์ การกระทบยอดของใบแจ้งหนี้ที่มีเอกสารสนับสนุน การจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการตรวจสอบภาษี
  • ความเสี่ยงภายนอก อาทิ การจัดทำระเบียบข้อบังคับทางกฎหมายใหม่ ๆ การตรวจสอบภาษีที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  • ภาษีซ้อน การประกาศใช้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นผลจากการมีภาษีซ้อนเกิดขึ้น ดังนั้น การพิจารณากำหนดอัตราภาษีซ้อนที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
  • ในบางประเทศ ค่าใช้จ่ายหลากหลายประเภท และ/หรือภายใต้นิยามต่าง ๆ ต้องมีภาษีมูลค่าเพิ่ม อาทิ ค่าจัดการ หรือค่าวิชาชีพ ค่าสิทธิ (Royalties)
  • ในบางประเทศ มีการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่มกับบริษัทต่างชาติในส่วนของผลกำไร หรือรายได้จากสินทรัพย์ที่บริษัทนั้น ๆ เป็นเจ้าของ
  • มีเครดิตภาษีหัก ณ ที่จ่ายของกิจการต่างชาติในส่วนการขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล
  • กำหนดให้มีการรายงานการใช้จ่าย ในบางประเทศกำหนดให้มีการจัดทำรายงานประจำปีภายในระยะเวลาที่กำหนด หลังจากมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ภาษีสรรพสามิต
  • บังคับใช้และให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีสรรพสามิต
  • กำหนดภาษีสรรพสามิตอย่างถูกต้อง เพื่อนำไปใช้กับวิชาชีพทางด้านพลังงาน ปิโตรเคมี และเคมี รวมทั้งมีการใช้พิกัดอัตราภาษีที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อย่างเหมาะสม
  • จำแนกอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าที่ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต และสินค้าที่ซับซ้อนอื่น ๆ

ในระหว่างการจัดเก็บข้อมูลพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ทั้งนี้ ส่วนงานกฎหมายทั้งหมดในสังกัดของบริษัทฯ จะมีหน้าที่ป้อนข้อมูลตามขอบเขตการควบคุมภาษี และติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้การดำเนินงานภายใต้ขอบเขตการควบคุมภาษีดังกล่าวเป็นไปอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งรายงานการดำเนินการภายใต้ขอบเขตการควบคุมภาษีให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงของบริษัทฯ รับทราบเป็นประจำ

ความโปร่งใสด้านภาษี

บริษัทฯ มีหลักการและแนวทางการดำเนินการด้านภาษีที่เปิดเผยและโปร่งใส

ความโปร่งใสในการบริหารภาษี
  1. ประการแรกสุด คือ มุ่งเน้นเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วนตามข้อกำหนดของกฎหมายที่บังคับใช้ในทุกพื้นที่ที่บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจ
  2. ครอบคลุมถึงข้อมูลที่ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของกิจการนั้น ๆ และการให้ข้อมูลตามที่ขอในช่วงการสอบทานภาษี ซึ่งในกรณีดังกล่าว บริษัทฯ มั่นใจว่าได้จัดเตรียมเอกสารไว้อย่างครบถ้วนและตรงตามกฎข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีที่กำหนดไว้ในแต่ละประเทศ
ความโปร่งใสต่อผู้มีส่วนได้เสียอื่นๆ
  1. บริษัทฯ เดินหน้าสร้างความโปร่งใสทางด้านภาษีเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้านตรงตามปณิธานของบริษัทฯ ที่มุ่งสร้างความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และเพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ ในการเสริมสร้างความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงจัดพิมพ์เผยแพร่กลยุทธ์ภาษีและนโยบายภาษีที่ได้กำหนดไว้
  2. บริษัทฯ เน้นสร้างความโปร่งใสในแนวทางการดำเนินการด้านภาษี พร้อมเผยแพร่กลยุทธ์และนโยบายภาษีอย่างโปร่งใส เป็นที่เข้าใจได้ง่ายและทันกาล ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า ความโปร่งใสทางด้านภาษี คือ หัวใจสำคัญของหลักการกำกับดูแลภาษีที่ดี
  3. บริษัทฯ ต้องการสร้างความมั่นใจว่า บริษัทฯ มีการสนับสนุนทางเศรษฐกิจให้กับผู้มีส่วนได้เสียและชุมชนรอบข้างพื้นที่ที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและเหมาะสม
การอบรมและการแบ่งปันความรู้ด้านภาษี

บริษัทฯ จัดอบรมด้านภาษีแก่พนักงาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายและข้อบังคับด้านภาษี และสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี ผ่านกรณีศึกษาที่ได้รับจากผู้เข้าร่วมอบรม โดยพนักงานสามารถนำความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในการทำงานอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังส่งเสริมการจัดทำช่องทางการแบ่งปันความรู้ทางด้านภาษีเพื่อให้เป็นที่เก็บเอกสารการอบรมและเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในองค์กร

ซึ่งโปรแกรมการฝึกอบรมแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้:

  • ระดับสูง (Advanced Level) – วิเคราะห์แง่มุมต่าง ๆ ของกฏหมายด้านภาษีที่บังคับใช้ในสถานการณ์จริง
  • ระดับกลาง (Intermediate Level) – สร้างความเข้าใจเชิงลึกในหัวข้อการฝึกอบรมและประเด็นที่เกี่ยวข้อง
  • ระดับเบื้องต้น (Introductory Level) – ให้ความรู้พื้นฐานและความเข้าใจเชิงปฏิบัติในหัวข้อต่าง ๆ
คลิกที่นี่เพื่อดูภาพขยาย
คลิกที่นี่เพื่อดูภาพขยาย