การเฝ้าระวังความเสี่ยงใหม่ๆ

บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์ และแนวโน้มของปัจจัยภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งปัจจัยที่เป็นโอกาส และเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ตามหลักการของระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ) โดยทำการติดตามสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงแบ่งเป็น 6 ด้าน ตาม PESTEL Analysis Framework ซึ่งประกอบด้วย มุมมองด้าน Political, Economic, Social, Technological, Environmental และ Legal และให้ความสำคัญกับปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งผลจากระบบเตือนภัยล่วงหน้าจะนำมาจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า และสร้างโอกาสในการเติบโตให้กับธุรกิจ

Click here to enlarge
ปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่

บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจในอีกสามถึงห้าปีข้างหน้า บริษัทฯ จึงได้วิเคราะห์ประเด็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงานของแต่ละปัจจัยเสี่ยง นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้กำหนดมาตรการลดความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และติดตามความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ทั้งในระยะปานกลางจนถึงระยะยาวอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ และช่วยให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายตามกลยุทธ์และทิศทางตามที่กำหนดไว้

ความต้องการของผู้บริโภคในระยะยาวสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ

ปัจจุบันกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีความสำคัญเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ตลอดจนการตื่นตัวและขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายหรือข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น

คำอธิบายความเสี่ยง

แนวโน้มด้านการใส่ใจด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น โลกยังคงกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตขยะพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะที่เกิดจากกิจกรรมในช่วงการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทางสังคม หรือความปกติรูปแบบใหม่ (New Normal) ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด -19 การใช้งานผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยส่วนบุคคล การซื้อของออนไลน์ และบริการจัดส่ง ซึ่งส่งผลให้สังคมหันมาสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น นอกจากนี้ การแข่งขันด้านการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในปัจจุบันและอนาคต อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้งานผลิตภัณฑ์ หรือนวัตกรรมที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ และเหมาะกับไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ลดการใช้พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเพิ่มการซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบทดแทนและผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิลมากขึ้น ในฐานะที่ บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตพลาสติกรายใหญ่ของประเทศ ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นจึงถือเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง และสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบธุรกิจที่มีอยู่ของบริษัทฯ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจของบริษัทฯ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ

  1. การลดลงของการบริโภคพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งควบคู่ไปกับแนวโน้มของผู้บริโภค และผู้ประกอบการที่หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ความต้องการเม็ดพลาสติกลดลงในระยะเวลาสองถึงสามปี จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทฯ โดยตรง
  2. นวัตกรรมทางเลือกใหม่ ๆ ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะสนับสนุนบริษัทฯ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มสูงขึ้น หากบริษัทฯ ไม่มีการเตรียมความพร้อมในการพัฒนานวัตกรรมทางเลือกเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน และก่อให้เกิดการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาด รวมถึงรายจ่ายจากการลงทุนที่สูงขึ้น
  3. บริษัทฯ ต้องดำเนินการประสานความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วนเพิ่มขึ้น เพื่อส่งเสริม ปรับเปลี่ยนและขยายธุรกิจของบริษัทฯ ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการต่าง ๆ ของผู้บริโภค รวมถึงเพื่อสร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในตลาด ทั้งนี้หากบริษัทฯ ไม่เตรียมความพร้อมในการดำเนินการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนและการเติบโตของผลกำไรของบริษัทฯ ในระยะยาว
  4. กฎระเบียบที่เข้มงวด การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทอาจเป็นอุปสรรคทางการค้าและนำไปสู่ข้อจำกัดของการดำเนินงาน รวมทั้งบริษัทฯ จะต้องมีการสื่อสารทำความเข้าใจ และมีบทบาทในการ ดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทฯ
  5. บริษัทฯ ต้องดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อประเมินความเสี่ยง และประเมินผลกระทบของผลิตภัณฑ์ รวมถึงจัดกิจกรรมเพื่อสื่อสารข้อกังวลของผู้มีส่วนได้เสียต่อการดำเนินธุรกิจและการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ซึ่งการเพิกเฉยต่อการดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของบริษัทฯ อีกทั้งยังอาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น

มาตรการรองรับความเสี่ยงต่อความต้องการของผู้บริโภคในระยะยาวสำหรับการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้มีมาตรการรองรับความเสี่ยง ดังนี้

  • นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy: CE) มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและบรรเทาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง พลาสติกชีวภาพ และพลาสติกรีไซเคิล เพื่อตอบสนองด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีรวมทั้งแนวโน้มและความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม
  • ดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน อย่างครบวงจร โดยประสานงานความร่วมมือและเชื่อมโยงส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค และสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และสร้างคุณภาพชีวิตควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการ Upcycling the Oceans, Thailand / Upcycling Plastic Waste โครงการ ThinkCycle Bank โครงการ Public Private Partnership (PPP Plastic) เป็นต้น
  • ร่วมมือกับพันธมิตรภายใต้แนวคิด CE เพื่อสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ป้องกันการแพร่กระจายของ COVID-19 และพัฒนาโอกาสทางธุรกิจตามแนวโน้มใหม่ที่เกิดขึ้น เช่น เสื้อกาวน์พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ชุดป้องกันทางการแพทย์ เป็นต้น
  • สนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ในการคัดแยกขยะพลาสติก และนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับโรงงานรีไซเคิลพลาสติกที่บริษัทฯ จะร่วมดำเนินการกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการขยะพลาสติกต่อไปในอนาคต
  • ส่งเสริมระบบการจัดการขยะและ CE ให้กับชุมชนท้องถิ่น ร่วมกับพันธมิตรอุตสาหกรรมและรัฐบาล เช่น. เปิดตัวโครงการ“ ส่งพลาสติกกลับบ้าน” เป็นโมเดลต้นแบบนำร่องของประเทศ เพื่อช่วยลดขยะพลาสดติกในช่วง COVID-19
  • ส่งเสริมการดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และจุดประกายความคิดและสรรสร้างแนวทางใหม่เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการจัดงาน Circular Living Symposium 2019: Upcycling Our Planet
  • ประเมินความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อคัดกรองผลิตภัณฑ์
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

คำอธิบายความเสี่ยง

ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันรวมทั้งการสร้างแตกต่างเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดของบริษัทชั้นนำ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Data Analytic ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเช่น Electric Vehicle (EV) แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีที่นำน้ำมันดิบมาผลิตเป็นปิโตรเคมี (Crude Oil to Chemical: COTC) เพื่อตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน ผลิตภัณฑ์ และรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ

  1. การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้านเทคโนโลยีถือเป็นทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำหรับบริษัทฯ โดยเทคโนโลยีใหม่ที่นำน้ำมันดิบมาผลิตเป็นปิโตรเคมี (Crude Oil-to- Chemical: COTC) อาจจะส่งผลให้บริษัทฯมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนของบริษัทฯ
  2. การพัฒนาด้าน E-Mobility หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ที่อาจมาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันภายในปี 2570-2573 ทำให้ความต้องการและการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง อาจส่งผลกระทบต่อรายได้และการดำเนินธุรกิจปัจจุบัน
  3. เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เทคโนโลยีหุ่นยนต์การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และ SMART Factory อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านกระบวนการผลิตของบริษัทฯ ในระยะยาว หากบริษัทฯ ไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ รวมถึงการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพื้นฐานโครงสร้างด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล บริษัทฯ อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับคู่แข่งในแง่ของการดำเนินธุรกิจ การจัดการผลิตภัณฑ์ และการจัดเตรียมพนักงาน

มาตรการรองรับความเสี่ยงต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายเพื่อมุ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการแสวงหาโอกาสเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผ่านการดำเนินงาน ดังนี้

  • จัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลด้านการปฏิรูปธุรกิจสู่ความเป็นเลิศ รองรับการปรับเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology Transformation) ในปี 2560 เพื่อให้บริษัทฯ สามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในอนาคต โดยมุ่งเน้นการดำเนินงาน 3 ด้านหลักได้แก่
    1. ด้านธุรกิจ - ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
    2. ด้านเทคโนโลยี - พัฒนาสถาปัตยกรรมฐานข้อมูล (IT/ Data Architecture) และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยคุกคามทางไซเบอร์
    3. ด้านบุคลากร - เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้พนักงานให้สอดรับต่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงการปรับเปลี่ยนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทฯ ผ่านการร่วมลงทุน และกองทุนด้านเทคโนโลยี (CVC) ซึ่งครอบคลุม เทคโนโลยีเป้าหมายใน 4 ด้าน ได้แก่ Advanced Materials, Industrial Digital, Clean Technology และ Biotech & Life Science

ภัยคุกคามทางไซเบอร์

คำอธิบายความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ

การพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลที่มากขึ้น อาจกลายเป็นปัจจัยความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Threat) ที่มีผลกระทบต่อระบบการผลิตและโครงข่ายปฏิบัติงานที่ต้องเชื่อมโยงกับโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญของบริษัทฯ และส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ลูกค้า หรือคู่ค้าทางธุรกิจ โดยอาจทำให้ระบบการผลิตเกิดการหยุดชะงักได้ นอกจากนี้ ยังอาจถูกโจรกรรมข้อมูล ทำให้ข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นความลับของบริษัทฯ เกิดการรั่วไหล ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และความมั่นใจของผู้มีส่วนได้เสียที่มีต่อบริษัทฯ

มาตรการรองรับความเสี่ยงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์

บริษัทฯ มีมาตรการรองรับความเสี่ยง ดังนี้

  • ติดตาม และระวังภัยคุกคามใหม่ ๆ ทั้งในส่วนสำนักงาน และระบบโรงงาน รวมทั้งทำการทดสอบและตรวจประเมินระบบเป็นประจำ เพื่อให้สามารถวางแผนป้องกันเชิงรุกก่อนที่จะถูกโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี
  • ซ้อมแผนรับมือภัยคุกคามการโจมตีด้านไซเบอร์ และแผนการกู้คืนระบบสารสนเทศกรณีเกิดเหตุภัยพิบัติ เป็นประจำ เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงที ลดทอนความเสียหายของระบบสารสนเทศ
  • จัดทำระบบบริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ตามมาตรฐานสากล และแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของสินทรัพย์ตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับไซเบอร์โดยเฉพาะ
  • สร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่เกี่ยวกับภัยคุกคาม เช่น การให้ความรู้เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติ การป้องกัน และกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับพนักงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ทำการทดสอบการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ตเพื่อขอข้อมูลที่สำคัญเป็นประจำ เพื่อปลูกฝังให้พนักงานมีความระมัดระวังการใช้ระบบสารสนเทศมากขึ้น
ภัยแล้ง

คำอธิบายความเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก อาจก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำ ซึ่งหากบริษัทฯ ไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ การขาดแคลนน้ำในกระบวนการผลิต หรือคุณภาพน้ำดิบที่เสื่อมโทรมลง ส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักในกระบวนการผลิต ซึ่งอาจทำให้รายได้ของบริษัทฯ ลดลง นอกจากนี้ ในสภาวะขาดแคลนน้ำอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐต้องออกมาตรการในการบริหารจัดการและทำให้มีการเพิ่มขั้นตอนในการดำเนินงานตามมาตรการและกฎหมายใหม่ เช่น การขออนุญาต การจัดสรรน้ำ ความรับผิดชอบทางกฎหมาย เป็นต้น

มาตรการรองรับความเสี่ยงต่อภัยแล้ง

บริษัทฯ ได้มีมาตรการรองรับความเสี่ยง ดังนี้

  • ติดตามและวิเคราะห์ระดับน้ำในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้
  • บริหารจัดการน้ำ (Water Management) อย่างเป็นรูปธรรม เช่น การใช้มาตรการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต การเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Sea Water Reverse Osmosis: SWRO) เป็นต้น
  • ผลักดันโครงการบริหารจัดการและพัฒนาแหล่งน้ำกับหน่วยงานภายนอกผ่านคณะทำงานบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก
  • จัดตั้งคณะทำงาน Water Management และ Supply Chain Management เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด กำหนดมาตรการรับมือ รายงานความก้าวหน้าการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต่อคณะจัดการ (MC) ทุกสัปดาห์ และคณะกรรมการบริษัทฯ ทุกเดือน iรวมทั้งจัดเตรียมแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP)